โอกาสทางการศึกษา ของบุคคลที่ไม่มีหลักฐานหรือไม่มีสัญชาติไทย
ตอนที่ 1 : แรงงานข้ามชาติมีโอกาส (เพียงใด)


“การศึกษา” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องได้รับตามหลักสิทธิมนุษยชน และ “การเข้าถึงการศึกษา” ตามหลักสิทธิมนุษยชนนั้นต้องไม่มีข้อกำหนดอันเป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาหรือวัฒนธรรม ซึ่งสิทธิทางการศึกษาที่ยอมรับในทางสากลนั้น รัฐภาคีทั้งหลายรวมถึงประเทศไทยจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพันธกรณี นั่นย่อมหมายความว่า บุคคลทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจะต้องได้รับการปฏิบัติตามสิทธิ์นี้

หากนับย้อนไปเมื่อปี 2548 รัฐบาลไทยได้มีนโยบายที่เอื้อต่อการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของกลุ่มคนที่ไม่มีสัญชาติไทย โดยการออกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เรื่องการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2548 มีหลักการสำคัญคือ ให้จัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเดิมเคยจำกัดไว้ให้เฉพาะบางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าเรียนได้ทุกระดับ ทุกประเภทการศึกษา หรือพื้นที่การศึกษา (ยกเว้นกลุ่มที่หลบหนีภัยจากการสู้รบ จัดให้เรียนได้ในพื้นที่) รัฐจะจัดสรรงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายรายหัว ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลายในอัตราเดียวกับเด็กไทย กรณีมีกฎหมายควบคุมเฉพาะให้จำกัดพื้นที่อยู่อาศัยสามารถเดินทางไปศึกษาได้ เป็นระยะเวลาตามหลักสูตรการศึกษาระดับนั้น โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นครั้งคราว (หลักเกณฑ์การออกนอกเขตเป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด) และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับหลักฐานทางการศึกษาเช่นเดียวกับนักเรียนนักศึกษาที่มีสัญชาติไทยทั่วไป

แรงงานข้ามชาติ ก็มีโอกาส (เพียงใด ?)
ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว กลุ่มบุคคลที่มีโอกาสในการเข้ารับการศึกษาไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ กลุ่มแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ พม่า ลาว และกัมพูชา รวมถึงลูกหลานของแรงงานเหล่านี้ เกือบสามปีในอีกไม่กี่วัน เกิดอะไรขึ้น ในหลายจังหวัดที่มีแรงงานข้ามชาติอย่างหนาแน่นมีการจัดการศึกษาให้กับเด็กลูกแรงงานข้ามชาติ ทั้งการศึกษาที่จัดโดยภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรทางศาสนา ถึงแม้เด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติจะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตามนโยบาย แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น จากการศึกษาของคณะกรรมการรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคมคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กแรงงานพม่า กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอสอด จังหวัดตาก ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา พบว่าเด็กในพื้นที่ที่วิจัยได้รับการศึกษาเพียงประมาณร้อยละ 20-30 โดยส่วนใหญ่เป็นการจัดการศึกษานอกระบบโดยองค์กรพัฒนาเอกชน เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและมีครูอาสาสมัครที่พูดภาษาถิ่นของพ่อและแม่เด็กได้

อย่างไรก็ตามสิทธิทางการศึกษาก็มิได้เป็นสิทธิของเด็กเท่านั้น แต่หมายถึงสิทธิของบุคคลทุกคน รวมถึงแรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้ใหญ่ก็ควรจะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะให้พวกเขาอ่านออก เขียนได้ เพราะการอ่านออกเขียนจะทำให้มีความรู้พื้นฐานในเรื่องต่างๆ ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวันให้อยู่ดีกินดีได้ แต่จะเห็นว่าความเป็นไปได้ในการเข้าถึงการศึกษาของแรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้ใหญ่ยังมีน้อยมาก ในปัจจุบันมีศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนของภาครัฐบางแห่งที่เปิดให้มีการเรียนการสอนสำหรับแรงงานข้ามชาติ แต่ก็เฉพาะผู้ที่ได้จดทะเบียนเท่านั้น การศึกษาที่แรงงานเหล่านี้ได้รับส่วนใหญ่จะเป็นการจัดการศึกษาเฉพาะวันอาทิตย์โดยองค์กรพัฒนาเอกชน

องค์กรทางศาสนาที่ทำงานกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติในบางพื้นที่ และแม้แรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้จะโชคดีและมีโอกาสในการเข้ารับการศึกษาแต่ก็เป็นส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยนับล้านคน เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่เป็นข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการขาดข้อมูลข่าวสารในเรื่องแหล่งของการเรียนการสอน อยู่ไกลจากแหล่งการเรียนการสอน ปัญหาเรื่องสถานะทางกฎหมายที่อาจจะเสี่ยงจากการจับกุม การไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ รวมถึงการทำงานที่ไม่มีวันหยุด และการคำนึงถึงเรื่องปากท้องมาก่อน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาข้อจำกัดของศูนย์การเรียนนอกระบบขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่สามารถกระจายศูนย์การเรียนเพื่อเข้าถึงแหล่งชุมชนแรงานข้ามชาติได้อย่างทั่วถึง
จะเห็นได้ว่าถึงแม้กฎหมายจะให้สิทธิในการศึกษาแก่พวกเขา แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาอุปสรรคที่ทำให้แรงงานข้ามชาติ “ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา” ได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาแก่แรงงานข้ามชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะหันมาให้ความสนใจมากขึ้น โดยให้มีการอำนวยการหรือสนับสนุนการจัดการศึกษาจากภาครัฐให้มากขึ้น ขยายแหล่งการเรียนการสอนอย่างทั่วถึง ลดการถูกปฏิเสธให้เข้ารับการศึกษา และส่งเสริมให้แรงงานข้ามชาติตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา เป็นต้น

ในอนาคตผู้เขียนหวังว่า“สิทธิทางการศึกษา”ของแรงงานข้ามชาติจะได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังยิ่งขึ้น เพราะสังคมไทยจำเป็นที่จะต้องยอมรับการมีอยู่ของแรงงานข้ามชาติไปอีกนาน “การศึกษา” จะเป็นเครื่องมือที่จะหล่อหลอมให้คนต่างที่มาต่างวัฒนธรรมได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตามอัตภาพของแต่ละคน

 

ลัดดาวัลย์ หลักแก้ว

 

     
Foundation for Rural Youth (FRY)
59/118-120 Soi Ekkachai 89/4, Ekkachai Rd., Bang Bon, Bangkok 10150
Tel. (662) 416 8073-4 Fax (662) 894 2819
Website: fry1985.org

มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท(มยช.บางบอน)
59/118-120 ซอยเอกชัย 89/4
ถนน เอกชัย แขวง/เขต บางบอน กรุงเทพ 10150
โทรศัพท์ 0-2416-8073-4 โทรสาร 0-2894-2819
e-mail :fry@fry1985.org

สำนักงานร้อยเอ็ด (มยช.ร้อยเอ็ด)
143 หมู่ 5 บ้านคุยผง ตำบลเหล่าหลวง อำเภอเกษตรวิสัย
จังหวัดร้อยเอ็ด 45150
โทรศัพท์ / โทรสาร (043) 547782-3