พันธกรณีแห่งการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็ก
ตอนที่ 1: บทบัญญัติแห่งการคุ้มครอง

เป็นเวลากว่า 15 ปีแล้วที่ประเทศไทยประกาศเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยสาระสำคัญยิ่งของอนุสัญญาดังกล่าว คือ บทบัญญัติแห่งการคุ้มครองเด็กในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งได้แบ่งการคุ้มครองออกเป็นส่วน ๆ สามารถ สรุปเนื้อหาสำคัญถึงการปกป้องสิทธิเด็กได้ว่า

สิทธิพื้นฐานด้านสาธารณสุข
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอดอย่างปลอดภัยมีทะเบียนเกิด รับบริการพื้นฐานสาธารณสุข มีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่เพียงพอ ได้รับการพัฒนา หากเด็กเป็นผู้ทุพพลภาพต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กเชื่อมั่นและดำรงชีวิตได้ เด็กต้องได้รับความสะดวกด้านสังคมสงเคราะห์ และที่สำคัญที่สุดตามอนุสัญญา ข้อที่ 6 “รัฐภาคียอมรับว่าเด็กทุกคนมีสิทธิติดตัวที่จะมีชีวิต”

สิทธิของเด็กและครอบครัว
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ หรือติดต่อพ่อแม่ได้หากจำเป็นต้องแยกกันอยู่ แม้หากอยู่ไกลกันคนละแห่งสามารถข้ามพรมแดนไปอยู่กับพ่อแม่ตนได้ โดยอนุสัญญาฯได้กำหนดให้รัฐบาลประกันสิทธิของพ่อแม่และครอบครัวด้วยเช่นกัน ในการให้คำปรึกษากับเด็ก ช่วยเหลือเลี้ยงดูลูก ๆ อย่างเท่าเทียมกัน และพ่อแม่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือเพื่อการดูแลเด็ก ๆ ด้วยในกรณีที่เด็กอยู่กับครอบครัวไม่ได้ มีสิทธิได้รับการดูแลจากผู้อื่นในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมปลอดภัย ได้รับการคุ้มครองจากพ่อแม่ การรับพิจารณาหาที่อยู่ใหม่ หากที่เดิมไม่เหมาะสม เพื่อรับการคุ้มครองหรือปฏิบัติที่ดีขึ้น

 


สิทธิของเด็ก ด้านการศึกษา พักผ่อนและกิจกรรมทางวัฒนธรรม
เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงชั้นมัธยม และเป็นการศึกษาที่รวมถึงการพัฒนาบุคลิกภาพ ความสามารถพิเศษ การฝึกอาชีพ และความสามารถทางอารมณ์ การศึกษาต้องเตรียมพร้อมให้เด็กดำเนินชีวิตก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในสังคมอิสระ การสั่งสมทัศนคติที่ดีต่อการเคารพครอบครัว วัฒนธรรม ภาษา เพื่อนบ้าน และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และเข้าใจถึงสันติภาพและความเสมอภาค มีโอกาสได้ทำกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ศิลปะ การพักผ่อน การละเล่น การปฏิบัติทางศาสนา และใช้ภาษาของตนเองได้


สิทธิเด็กที่จะได้รับการคุ้มครองพิเศษ
เด็กทุกคน มีสิทธิได้รับการคุ้มครองพิเศษเช่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอาวุธร้ายแรง หรือเมื่อเด็กถูกแยกจากบ้านและครอบครัว หรือขัดแย้งกับกระบวนการทางกฎหมาย การคุ้มครองเมื่อเด็กถูกละเมิด ถูกกระทำการใช้แรงงานเด็ก การติดยาเสพติด การคุกคามหรือกระทำผิดทางเพศ การค้า ประเวณี และการเลือกปฏิบัติ เป็นต้น


สิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพของเด็ก
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะมีชื่อเสียง มีสัญชาติ มีเสรีภาพในการแสดงออก ความคิด ศาสนา เสรีภาพในการสมาคมหรือชุมชนอย่างสงบ มีสิทธิได้รับข่าวสาร และความเป็นส่วนตัว ได้รับการคุ้มครองจากการจับกุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตลอดจนการลิดรอนสิทธิที่ไม่สมเหตุสมผล



โดยหลักการสำคัญตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งองค์การสหประชาชาติ ในอารัมภบท ยอมรับว่า เพื่อให้เด็กพัฒนาบุคลิกภาพได้อย่างกลมกลืนและเต็มที่ เด็กควรจะเติบโตในสิ่งแวดล้อมของครอบครัว ในบรรยากาศแห่งความผาสุก ความรักและความเข้าใจ ซึ่งการที่ประเทศไทยประกาศเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กนั่นเท่ากับว่าประเทศไทยยอมรับถึงข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการร่วมมือระหว่างประเทศตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก ในขณะเดียวกันพันธกรณีที่เกิดขึ้นจะไม่มีผลเป็นกฎหมายบังคับใช้ในศาลโดยตรงภายในประเทศไทย จึงจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายอื่น ๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องตามพันธกรณีเหล่านั้น กฎหมายหนึ่งที่สำคัญยิ่งต่อการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็ก และผ่านการต่อสู้ เรียกร้องกันมาอย่างยาวนาน ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2547 ในตอนหน้า เราจะมาร่วมกันถอดความหมายของกฎหมายเพื่อการคุ้มครองเด็กฉบับนี้ เพื่อร่วมกันสร้างความหวังต่อการลดการละเมิดสิทธิเด็ก และการปกป้องดูแลพวกเขา เนื่องจากเด็กจะไม่ใช่สมบัติเฉพาะของพ่อและแม่อีกต่อไปแล้ว เด็กจะเป็นสมบัติของชุมชน ของสังคม ดังนั้นผู้ใหญ่ทุกคนจะต้องร่วมกันเป็นโจทก์ของสังคมและมีหน้าที่ในการดูแล ปกป้องเด็ก ดังความฝันของพวกเขา


“......พวกเราจะโต ไม่นานหรอกหนา เราจะอาสาเติบโตมาดูแลโลกแทน
ปกป้องป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ไม่มีสงครามหากทำตามความฝันของเด็ก...”

 

     

มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท(มยช.บางบอน)
59/118-120 ซ.เอกชัย 89/4
ถ. เอกชัย แขวง/เขต บางบอน กรุงเทพ 10150
โทรศัพท์ 0-2416-8073-4 โทรสาร 0-2894-2819
e-mail :fry@fry1985.org

สำนักงานร้อยเอ็ด (มยช.ร้อยเอ็ด)
143 หมู่ 5 บ้านคุยผง ตำบลเหล่าหลวง อำเภอเกษตรวิสัย
จังหวัดร้อยเอ็ด 45150
โทรศัพท์ / โทรสาร (043) 547782-3