สรุปประสบการณ์การทำงานกับร้านคาราโอเกะ ภายใต้โครงการป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในสถานประกอบการขนาดเล็ก

 

มูลเหตุการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายร้านคาราโอเกะ

                จากแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ.2545-2549 คาดการณ์ว่า ทิศทางพฤติกรรมเสี่ยงเรื่องเพศและยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่วัยรุ่น อาจนำไปสู่การระบาดของ HIV/AIDS ครั้งใหม่ได้ รัฐบาลเชื่อว่ายังไม่ได้ดำเนินการรณรงค์เกี่ยวกับ HIV/AIDS ในสถานประกอบการเพียงพอ โดยเฉพาะในสถานประกอบการขนาดเล็ก หรือสถานประกอบการนอกระบบ รวมทั้งร้านคาราโอเกะ

                และจากการสำรวจข้อมูลลูกจ้างหนุ่มสาวของมยช. พบว่า ลูกจ้างหนุ่มสาวค่อนข้างเปราะบางต่อการรับและแพร่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมทั้งโรคเอดส์ จากการขาดการควบคุมของภาคการจ้างงานนอกระบบ ความโดยเดี่ยวจากการผลัดถิ่นที่อยู่ การมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ  เช่นการซื้อขายบริการทางเพศ การมีคู่นอนหลายคน โดยที่ไม่มีการป้องกัน รวมทั้งความไม่เสมอภาคทางเพศ ขาดแหล่งข้อมูลข่าวสารและที่ปรึกษาอย่างเหมาะสม 

                ประกอบกับในพื้นที่มยช.การทำงานโครงการ ไม่มีองค์กรพัฒนาเอกชนใดเข้าไปทำงาน หรือแม้แต่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไปทำงานด้วยอย่างจริงจัง

 

ข้อมูลทั่วไป

          ข้อมูล ณ มกราคม 2548 จากฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาลสำนักงานเขตบางบอน มีร้านคาราโอเกะในพื้นที่บางบอนจำนวน 50 ร้าน ข้อมูลจากสถานีตำรวจนครบาลท่าข้ามในพื้นที่บางขุนเทียนมีจำนวน 19 ร้าน ส่วนเขตจอมทองไม่ได้สำรวจข้อมูลเนื่องจากไม่ใช้พื้นที่หลักที่จะทำงานในโครงการนี้

1.จำนวนร้าน/จำนวนพนักงาน ที่เข้าร่วมโครงการ

พื้นที่

จำนวนร้านที่เข้าร่วมโครงการ

จำนวนพนักงาน

เพศ/จำนวนเจ้าของร้าน

ชาย

หญิง

สาวประเภท 2

บางบอน

18 แห่ง

9

111

7

ชาย 3 หญิง 15

บางขุนเทียน

2 แห่ง

1

14

2

หญิง 2

จอมทอง

1  แห่ง

2

13

-

หญิง 1

รวม

21 ร้าน

12 คน

138

11

21 คน

                เฉลี่ยจำนวนพนักงานต่อร้านประมาณ  7 คน พนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และที่น่าสนใจคือมีพนักงานที่เป็นสาวประเภทสองถึง 11 คน คิดเป็นร้อยละ 17 ส่วนพนักงานชายจะไม่มีหน้าที่ในการดูแลหรือบริการลูกค้า แต่จะมีบทบาทเป็นหน้าบ้าน หรือพ่อบ้าน ทำหน้าที่ในการดูแลพนักงานคนอื่นๆ รวมทั้งการเชียร์แขก หรือบางคนก็จะเป็นพ่อครัว เจ้าของร้านส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

2.การกระจายตัวของร้าน / ทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อม

                การกระจายตัวของร้านคาราโอเกะที่เข้าร่วมโครงการ อาจจะแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

                1)การตั้งร้านในลักษณะที่เป็นแหล่งรวมหรือโซนนิ่ง การตั้งร้านในลักษณะนี้จะมีเฉพาะในเขตบางบอน ซึ่งมีอยู่สองโซน ได้แก่โซนถนนบางขุนเทียน มีจำนวน 6 ร้าน และโซนถนนสุขาภิบาล 1 มีจำนวน7 ร้าน

                2)การตั้งร้านในลักษณะกระจาย หรือไม่เป็นแหล่งรวม จำนวน 5 ร้าน โดยจะมีลักษณะกระจายไปตามริมถนนสายหลัก คือถนนเอกชัย ซึ่งอาจมีการตั้งร้านติดกันอยู่สองร้านในบางจุด แต่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่เพียงลำพัง

          ทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อม ข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกับนายจ้าง พบว่าการเลือกสถานที่ตั้งร้านมีเหตุผล คือ

                - ใกล้แหล่งชุมชน หรือใกล้ตลาดที่มีคนสัญจรผ่านไปมา เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย

                - เป็นที่ที่มีร้านอื่นตั้งอยู่ก่อนแล้ว เพื่อทำให้ลูกค้ามีโอกาสเลือกมากขึ้น และในแต่ละร้านก็จะมีโอกาสที่จะถูกเลือกด้วย

                - ติดถนนเส้นหลัก หรือตั้งอยู่ช่วงต้นซอย เพื่อง่ายต่อการเข้าถึง

                - อยู่ในทำเทที่สามารถใช้เสียงดังได้ เหตุผลนี้ค่อนข้างสำคัญ จึงทำให้ร้านคาราโอเกะส่วนใหญ่ไม่เช่าห้องแถวหรืออาคารพานิชย์เปิดเป็นร้าน เนื่องจากร้านจะต้องอยู่ติดกับที่พักอาศัยของคน ทำให้เกิดการรบกวนและมีโอกาสที่จะถูกร้องเรียนให้ย้ายร้านออกไปได้ง่าย ดังนั้นร้านโอราโอเกะจึงเลือกที่จะใช้ทำเลที่เป็นพื้นที่วางเปล่า แต่ไม่ใกล้จากชุมชน ปลูกสร้างร้านเป็นเพิงและตั้งอยู่รวมกัน

3.ขนาดของร้าน ลักษณะภายนอก และลักษณะภายในร้าน

          ขนาดของร้าน ทั้งหมดเป็นร้านคาราโอเกะขนาดเล็ก โดยวัดจากจำนวนพนักงานโดยเฉลี่ย7 คน และขนาดของร้านที่มีความกว้างโดยเฉลี่ย 1-2 ห้อง จำนวนโต๊ะโดยเฉลี่ย  8 โต๊ะ

                ลักษณะภายนอกร้าน  มีสองลักษณะ ลักษณะแรกจะเป็นการเช่าอาคารพาณิชย์1 คู่หา ชั้นล่างและชั้นสองจะเปิดเป็นร้าน ส่วนชั้นบนจะใช้เป็นที่พักของเจ้าของร้านและพนักงานบางส่วน สภาพของอาคารที่เช่าจะค่อนข้างเก่า ทรุดโทรม และไม่ค่อยสะอาดนัก อย่างเช่นในโซนสุขาภิบาล1 จะเป็นอาคารไม้พาณิชย์ 2 ชั้น มีอายุหลายสิบปี ซึ่งเก่าและทรุดโทรมมาก การปรับปรุงร้านให้ใหม่หรือสะอาดขึ้นจะไม่ค่อยมี แต่จะมีเพียงการตกแต่งหน้าร้านให้ดูสดใส ฉูดฉาดตามรูปแบบร้านคาราโอเกะเท่านั้น ลักษณะที่สองจะเป็นเพิงติดกับพื้นดิน หรือการปลูกสร้างติดพื้นดินที่ไม่ถาวรและใช้วัสดุราคาถูกเช่น ไม้ไผ่ ไม่อัด หญ้าคา หรือตับจาก หรือบางร้านอาจจะปลูกสร้างค่อนข้างถาวรก็จะมีการก่ออิฐหรือปูนรวมด้วย เช่นในโซนถนนบางขุนเทียนทั้งสองลักษณะจะมีแคร่ เก้ากี้ ตั้งไว้หน้าร้านสำหรับนั่งรอลูกค้าของพนักงาน และสำหรับใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น นั่งแต่งหน้า นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน นั่งคุยกัน เป็นที่เลี้ยงลูก เป็นต้น

4.ผู้ที่เกี่ยวข้อง

                นายจ้าง นายจ้างร้านคาราโอเกะจะมีความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการและค่อนข้างใกล้ชิดกับลูกจ้าง มีการบอกกล่าวตักเตือนเรื่องพฤติกรรมทางเพศโดยเฉพาะเรื่องการป้องกันเมื่อออกไปกับลูกค้า แต่ถึงแม้ระบบความสัมพันธ์จะค่อนข้างใกล้ชิดก็จะเป็นในลักษณะที่เอื้อผลประโยชน์ต่อกันมากว่าเป็นระบบเครือญาติ

                บทบาทของนายจ้างโดยทั่วไปจะเป็นเหมือนเจ้าของสถานที่ แล้วให้พนักงานมาลงแรงงานในสถานที่ตรงนั้นแล้วแบ่งรายได้เป็นค่าเช่าให้กับนายจ้าง โดยที่นายจ้างไม่ได้มีบทบาทตามกฎหมาย  ประมาณร้อยละ 80 เจ้าของร้านที่เป็นผู้หญิงเคยเป็นพนักงานในร้านคาราโอเกะ หรือนักร้อง เด็กเสริฟในคาเฟ่มาก่อน

                ตำรวจ จากข้อมูลที่พบ ตำรวจจะมีความเกี่ยวข้อง 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ลักษณะที่เป็นทางการ จะเป็นการดูแลควบคุมการดำเนินกิจการร้านคาราโอเกะให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ เช่นในเรื่องสถานที่ตั้ง ระดับของเสียง หรือเวลาเปิด ปิด เป็นต้น ซึ่งก็จะมีการเรียกเจ้าของร้านไปประชุมเพื่อทำความเข้าใจต่อระเบียบต่างๆ เป็นระยะ ลักษณะที่ไม่เป็นทางการ อย่างเช่น เจ้าของร้านต้องจ่ายค่าดูแลให้กับตำรวจ ตำรวจเป็นเจ้าของตู้คาราโอเกะ หรือเป็นเจ้าของร้าน หรือมีความสัมพันธ์อื่นๆที่เอื้อประโยชน์ต่อกันกับเจ้าของร้าน

                ฝ่ายสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อมเขต  ไม่พบว่าฝ่ายสิ่งแวดล้อมดำเนินการอย่างไรต่อร้านคาราโอเกะ ยกเว้นเรื่องการขึ้นทะเบียน

                กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาตรวจเลือดเพื่อเฝ้าระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์กับพนักงานบางร้าน ประมาณ 2 ครั้ง (จากระยะเวลาของโครงการ 3 ปี)

                องค์กรพัฒนาเอกชน ไม่พบว่ามีองค์กรอื่นทำงานในพื้นที่

 

วิธีการทำงานของโครงการ

                ในโครงการนี้เป็นการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายร้านคาราโอเกะและโรงงานขนาดเล็ก ดังนั้นเป้าหมาย วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์  และกิจกรรม/วิธีการที่จัดขึ้นจึงไม่ได้แยกระหว่างร้านคาราโอเกะและโรงงาน  วิธีการทำงานมี 2 วิธีหลัก คือ

1) การทำงานกับนายจ้างโดยตรง เพื่อให้นายจ้างเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาเอดส์ในสถานประกอบการขนาดเล็ก โดยกิจกรรมที่ดำเนินการกับนายจ้างมีดังนี้คือ

1.1 การฝึกอบรม / ดูงาน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ เกิดความตระหนักต่อปัญหาเอดส์ และตระหนักว่าหากพนักงานมีสุขภาพดีย่อมก่อให้เกิดผลผลิตที่ดีตามมา

1.2 ส่งเสริมให้นายจ้างมีบทบาทในการดูแล ให้การศึกษาและเป็นที่ปรึกษาของพนักงาน โดยเจ้าหน้าที่ลงไปให้คำแนะนำ และติดตามอย่างต่อเนื่อง

1.3 ให้บทบาทแก่ตัวแทนนายจ้างในการเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการทำงานของโครงการ โดยการเป็นคณะอนุกรรมการดำเนินงาน พัฒนาVoluntary Code

1.4 ส่งเสริมให้นายจ้างนำ Voluntary Code ไปปฏิบัติต่อลูกจ้าง

2) การทำงานกับลูกจ้างโดยตรง

                2.1 การฝึกอบรม / ดูงาน / เข้าร่วมกิจกรรมภายนอก

                2.2 เจ้าหน้าที่ลงเยี่ยมเยียน ให้การศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ และส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย ส่งเสริมการดูแลสุขภาพทางเพศ และให้คำปรึกษาแนะนำในเรื่องอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

                2.2 ส่งเสริมให้เกิดผู้แทนลูกจ้าง หรือยีมส์ เพื่อการส่งเสริมความรู้ เป็นที่ปรึกษาแก่เพื่อน และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่เพื่อนพนักงานอื่นๆ ทั้งภายในร้านและภายนอกร้าน

                2.3 ให้บทบาทแก่ตัวแทนลูกจ้างในการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการทำงานของโครงการ โดยการเป็นคณะอนุกรรมการดำเนินงาน พัฒนาVoluntary Code

 

ผลที่เกิดขึ้นจากการทำงานของโครงการ

          นายจ้าง

                - มีการปฏิบัติต่อลูกจ้างดีขึ้น โดยการบอกกล่าวตักเตือนในเรื่องการป้องกันตนเองจากการมีเพศสัมพันธ์ แนะนำเกี่ยวกับวิธีการปกป้องตนเองให้ปลอดภัยจากการประกอบอาชีพ พูดคุยให้การศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ เป็นต้น

- นายจ้างจำนวน 4 คน เข้ามามีบทบาทเป็นคณะอนุกรรมการดำเนินงาน

- นายจ้างจำนวน 10 ร้าน ยอมรับ Voluntary Code ไปปฏิบัติต่อลูกจ้าง

ลูกจ้าง

-          มีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยมากขึ้น โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับลูกค้า และมีการต่อรองการใช้ถุงยางกับสามีหรือคู่รักเพิ่มขึ้น

-          มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ

-          มีผู้แทนลูกจ้างเข้ามาร่วมเป็นคณะอนุกรรมการดำเนินงาน

-           และมียีมส์จำนวน 7 คน หรือผู้แทนพนักงานสามารถให้การศึกษาอย่างไม่เป็นทางการแก่เพื่อนๆ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่บุคคลอื่น ให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาแก่บุคคลอื่นได้

 

 

ปัญหาอุปสรรค

-          การจัดอบรมหรือจัดกิจกรรมภายนอกร้านในช่วงกลางวัน หรือกิจกรรมที่เป็นทางการ ไม่สามารถดำเนินการได้เท่าที่ควร และพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมน้อย เนื่องจากร้านคาราโอเกะเป็นธุรกิจที่ต้องเปิดในตอนกลางคืน นอนตอนกลางวันหรือบางคืนพนักงานต้องทำงานถึงเช้า จึงทำให้ไม่สามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมได้

-          ไม่สามารถจัดกิจกรรมร่วมกันกับโรงงานได้ เนื่องจากเวลาของการทำงานและเวลาว่างที่ต่างกัน

-          พนักงานมีการเคลื่อนย้ายบ่อย การทำงานในแต่ละร้านมีระยะเวลาสั่น ทำให้การทำงานในระดับบุคคลไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งมีพนักงานเข้าใหม่บ่อย ถ้าเข้ามาใหม่ที่ละ1-2 คน นายจ้างสามารถที่จะให้การศึกษาแบบไม่เป็นทางการเองได้ แต่ถ้ามีพนักงานเข้าใหม่ทั้งชุดและเป็นการย้ายมากจากพื้นที่นอกพื้นที่ทำงานของโครงการ ทำให้โครงการจะต้องลงไปจัดอบรมใหม่อีกครั้ง (เสียเวลาและงบประมาณเพิ่ม)

-          ร้านคาราโอเกะ เป็นกิจการที่เสี่ยงต่อการปิดกิจการได้ง่าย หรือย้ายทำเลที่ตั้งบ่อย ทำให้การทำงานกับนายจ้าง และพนักงานโดยรวมไม่ต่อเนื่อง ร้านที่เข้าร่วมโครงการจากช่วงเริ่มต้น 20 ร้าน เมื่อสิ้นสุดโครงการคงเหลือเพียง 10 ร้าน

การแก้ไข/ปรับเปลี่ยน

-          ถ้าเป็นกิจกรรมภายนอกร้าน จะกำหนดเวลาเริ่มกิจกรรมช้ากว่าปกติ และจะต้องโทรศัพท์ตามเรื่องการเข้าร่วมกิจกรรมในวันที่จะจัดกิจกรรมด้วย

-          แยกการจัดกิจกรรมระหว่างโรงงานและร้านคาราโอเกะ

-          เน้นกิจกรรมที่ไม่เป็นทางการ เช่นการเข้าไปให้การศึกษารายกลุ่ม รายบุคคล หรือพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ ให้ค่อนข้างถี่

-          เสริมให้นายจ้าง หรือ ยีมส์สามารถให้การศึกษาแก่พนักงานที่เข้าใหม่ได้ด้วยตัวเอง

-          สำหรับร้านที่ย้ายไปตั้งในที่ใหม่จะต้องมีการติดตามและทำงานกับร้านนั้นต่อไป

-          สำหรับพนักงาน หรือยีมส์ที่ย้ายออกจากร้านเดิม ก็จะมีการติดตามเพื่อทราบว่าไปอยู่ที่ไหน และทำงานกับยีมส์หรือพนักงานคนนั้นต่อไป มีข้อสังเกตว่า พนักงานที่ย้ายร้านส่วนใหญ่จะย้ายอยู่ในพื้นที่เดิมซึ่งทำให้ง่ายต่อการติดตาม รวมทั้งมีข้อดี คือทำให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเข้าไปสู่ร้านอื่นๆ นอกโครงการอีกด้วย

 

ข้อค้นพบจากการทำงาน

               1.ข้อมูลทั่วไปของพนักงานร้านคาราโอเกะ

               จากการเก็บข้อมูลพื้นฐานของโครงการ กับพนักงานจำนวน 111 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 97 คน สาวประเภทสอง 9 คน พบว่า

                1.1 อายุ พนักงานที่ทำงานในร้านคาราโอเกะมีอายุต่ำสุด 14 ปี และมีอายุสูงสุด 35 ปี ซึ่งในกลุ่มเด็กที่อายุ 14-17 ปีมีจำนวน 23 คน ช่วงอายุ 18- 20 ปีจำนวน 32  คน ช่วงอายุ 21-25 ปีจำนวน 36 คนและช่วงอายุ 26-35 ปีจำนวน 20 คน โดยกลุ่มที่ทำงานในสถานบริการประเภทนี้ส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในช่วง 21-25 ปี สิ่งที่น่าสนใจจากการสำรวจในครั้งนี้คือพบว่ามีเด็กในสถานบริการประเภทนี้ถึงร้อยละ 25

                1.2 การศึกษา พบว่าพนักงานร้านคาราโอเกะมีการศึกษาต่ำกว่าระดับประถมจำนวน  11 คน ระดับประถม  31 คน ระดับมัธยมต้น 48 คน มัธยมปลาย 10 คน และสูงกว่ามัธยมปลาย  11 คน ( ส่วนใหญ่จะเป็นระดับ ปวส. ) นอกจากนี้ยังพบอีกว่าพนักงานที่มีการศึกษาระดับประถม เกือบครึ่งเคยเรียนถึงม. 1 หรือ ม.2 แต่ออกกลางคัน แล้วมาทำงานร้านคาราโอเกะ  ซึ่งกลุ่มนี้อยู่ในกลุ่มอายุ 14-17 ปี

1.3 ภูมิลำเนา พบว่าพนักงานเป็นคนในพื้นที่คือกรุงเทพฯจำนวน 10 คน มาจากภาคอีสานจำนวน 78 คน( ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดอุดร อุบลราชธานี ) มาจากภาคเหนือ 9 คน(ทั้งหมดมาจากจังหวัดแพร่ ,น่าน ,ลำปาง และพิจิต ) ภาคกลาง(ยกเว้นกรุงเทพฯ) จำนวน 14 คน (ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดสุพรรณบุรีและชลบุรี ) สิ่งที่น่าสนใจคือ มีพนักงานที่เป็นคนกรุงเทพฯ ในสัดส่วนที่สูงพอสมควร และจำนวนพนักงานที่มาจากภาคอีสานมีมากถึงร้อยละ 86

1.4 สถานภาพ พบว่าพนักงานมีสถานภาพโสดจำนวน 60 คน แต่งงานหรืออยู่กินด้วยกันจำนวน 34 คน หม้าย / หย่าร้างจำนวน 15 คน สิ่งที่น่าสนใจของพนักงานที่เป็นโสดก็คือ พนักงานกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่เป็นโสดอย่างแท้จริงและโดยส่วนใหญ่จะไม่ได้พักอยู่เพียงลำพังหรือพักอยู่กับเพื่อน แต่จะพักอาศัยอยู่กับคู่รัก หรือคู่นอนและจะมีระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันไม่นานนัก เมื่อแยกทางกับคนเก่าก็จะมีคนใหม่ทันที เรื่องหม้ายหรือการหย่าร้างก็น่าสนใจในจำนวนถึงร้อยละ 16 และเกี่ยวกับการหย่าร้างพบว่า การหย่าร้างเป็นสาเหตุหรือปัจจัยผลัดดันที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเข้าถึงสู่อาชีพพนักงานบริการ

1.5 ระยะการทำงานในร้านปัจจุบัน ( ณ วันที่เก็บข้อมูล) พบว่ามีระยะเวลาทำงานในร้าน 1 -3 เดือนจำนวน 57 คน 4 เดือน – 1 ปีจำนวน 29 คน 1 ปี–2 ปีจำนวน 12 คน และ3 ปีขึ้นไปจำนวน 13 คน จะเห็นว่าพนักงานส่วนใหญ่คือร้อยละ 65 มีระยะเวลาทำงานในร้านปัจจุบันน้อย จากประสบการณ์การทำงานสามารถอธิบายได้ว่า พนักงานร้านคาราโอเกะมีลักษณะการย้ายหรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานบ่อยๆ ในลักษณะเวียนไปร้านอื่นๆ และอาจจะกลับมาทำที่ร้านเดิมอีก การเปลี่ยนหรือย้ายร้านใหม่ ก็เพื่อไปเป็นคนใหม่ในร้านใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการดึงดูดลูกค้า

2.ลักษณะการจ้างงาน และรายได้

ลักษณะการจ้างงานจะเป็นแบบไม่เป็นทางการ ไม่มีโครงสร้างของบทบาทหน้าที่ ไม่มีสัญญาจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือการตกลงเรื่องระยะเวลาการจ้างงานที่เป็นวาจา รวมทั้งไม่มีเอกสารใดๆสำหรับการจ้างงาน จะมีนายจ้างเพียงบางร้านที่ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และเขียนชื่อที่อยู่ของพนักงานไว้ โดยให้เหตุผลว่าหากมีการหายตัวไปโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีเรื่องที่จะต้องแจ้งไปยังทางบ้านหรือครอบครัวจะได้มีที่อยู่เพื่อที่จะติดตามได้ แต่นายจ้างส่วนใหญ่จะมีเรียกเอกสารใดๆจากพนักงาน เพราะหากมีการเรียกร้องเอกสาร พนักงานจะรู้สึกว่าเรื่องมาก ยุ่งยาก และจะไม่ทำงานด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับนายจ้าง เพราะนายจ้างค่อนข้างที่จะต้องง้อพนักงาน

ในเรื่องอายุ นายจ้างส่วนใหญ่จะไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะอายุน้อยๆ (ดังจะพบว่ามีพนักงานบริการที่เป็นเด็กด้วย) แต่ก็มีนายจ้างบางส่วนที่มีเงื่อนไขว่าไม่รับที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

หน้าที่การทำงาน

            สวัสดิการและสวัสดิภาพในการทำงาน สถานประกอบการร้านคาราโอเกะไม่มีระบบสวัสดิการและสวัสดิภาพใด ๆตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด ไม่มีสักร้านที่มีประกันสังคม หรือแม้แต่บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า

                ลักษณะการทำงานและรายได้ โดยปกติพนักงานจะเข้าทำงานตั้งแต่เวลา 20.00-03. 00 น. แต่ถ้าวันไหนที่ลูกค้าเยอะและลูกค้าบางส่วนไม่ยอมกลับก็จะเลิกประมาณ 6 โมงเช้า สำหรับพนักงานที่รับออฟออกไปข้างนอกกับลูกค้า บางคนก็จะกลับเข้ามาที่ร้านประมาณตี 2 หรือตี 3 หรือบางคนก็ไม่กลับเข้าร้านเลย  

ลักษณะการทำงานของพนักงานร้านคาราโอเกะ อาจแบ่งได้เป็น 2 บทบาท บทบาทแรกเป็นบทบาทที่เปิดเผย คือมีหน้าที่ในการให้บริการลูกค้าที่เข้ามาเที่ยวในร้าน เช่นการชงเครื่องดื่ม , กดเพลงให้ลูกค้า ,สั่งอาหาร, นั่งร้องเพลงเป็นเพื่อนลูกค้า หรือที่เรียกว่า “เด้กนั่งดริ้งค์” การนั่งดิ้งค์พนักงานทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำ รวมทั้งการนั่งเชียร์ลูกค้าที่หน้าร้าน บทบาทที่สองเป็นบทบาทแอบแฝง คือการให้บริการทางเพศกับลูกค้าที่มาเที่ยวในร้าน ที่เรียกว่า “รับออฟ” การรับออฟโดยส่วนใหญ่จะเป็นความสมัครใจของพนักงาน นายจ้างจะไม่บังคับให้พนักงานรับออฟ แต่ก็จะมีนายจ้างบางร้านที่อาจมีท่าที่ในการผลักดันให้พนักงานรับออฟ เนื่องจากทำให้นายจ้างมีรายได้จากการจ่ายค่าชั่วโมง

รายได้ หรือค่าจ้างสำหรับพนักงานร้านคาราโอเกะ พนักงานร้านคาราโอเกะจะไม่มีค่าจ้างที่ได้รับจากนายจ้างเหมือนลูกจ้างในสาขาอาชีพอื่น แต่รายได้ของพนักงานร้านคาราโอเกะจะมาจากลูกค้าโดยตรง โดยแลกกับการบริการลูกค้า ซึ่งอาจจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ รายได้ประเภทแรกจะมาจากการดูแลบริการลูกค้า คือการนั่งกับแขกเพื่อบริการอาหาร เครื่องดื่ม ที่เรียกว่า “นั่งดริ้งค์” จะนับเป็นดริ้งค์ ๆ ละประมาณ 60 บาท หรือมากน้อยกว่านั้นตามความพอใจของลูกค้า หนึ่งดริ้งค์มีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง(ปัจจุบันระบบการจ่ายค่าดริ้งค์เปลี่ยนเป็นการจ่ายตามความพอใจของลูกค้า ไม่มีชั่วโมงมากำกับ ) และจะแบ่งให้นายจ้างดริ้งค์ละ 10 บาท คงเหลือประมาณ 50 บาทต่อคริ้งค์(มีบางคนที่ได้จากการขอโดยตรงจากลูกค้า  ซึ่งบางครั้งก็เป็นเงินและบางครั้งก็เป็นสิ่งของ)  และการรับออฟ หรือออกไปกับลูกค้าเพื่อขายบริการทางเพศ  ราคาแล้วแต่พนักงานจะตกลงกับลูกค้า ซึ่งอยู่ที่ประมาณ500-1,000 บาทหรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับฐานะของลูกค้า  และถ้าออกไปในเวลาทำงานต้องจ่ายให้นายจ้างเป็นเงินจำนวน 300 บาท ซึ่งบางรายลูกค้าก็เป็นคนจ่ายเองและบางรายก็แบ่งจากราคาที่ตกลงกับลูกค้ามาจ่ายให้นายจ้าง ประเภทที่สอง เป็นเงินที่ได้รับจากนายจ้าง คือได้จากการเชียร์ให้ลูกค้าสั่งอาหารซึ่งนายจ้างจะแบ่งค่าขายอาหารให้พนักงานจานละ 10 บาท หรือบางวันที่มีลูกค้าเยอะและนายจ้างขายเครื่องดื่มและอาหารได้มาก  และบางแห่งก็จะตกลงกับพนักงานให้พนักงานเข้ามาทำงานในวันที่คิดว่าลูกค้าจะเข้าเยอะและจะมีพิเศษให้ในวันที่ตกลงกัน 

โดยปกติพนักงานจะมีรายได้ไม่แน่นอนในแต่ละวันหรือแต่ละเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน และขึ้นอยู่กับสถานการณ์แวดล้อมอื่นๆ เช่น ช่วงเข้าพรรษา ช่วงก่อนวันหยุดยาว หรือช่วงเศรษฐกิจโดยรวมของคนไม่ดี ก็จะทำให้มีการเที่ยวน้อยลง รายได้ก็จะลดลงไปด้วย แต่ถ้าช่วงไหนสถานการณ์ตรงข้าม ก็จะทำมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉลี่ยแล้วพนักงานจะมีรายได้ต่อวันประมาณ 400-1,000 บาท รายได้ต่อเดือนประมาณ 15,000-20,000 บาท จำนวนของรายได้ยังขึ้นอยู่กับการรับออฟหรือไม่อีกด้วย

4.ข้อมูลด้านพฤติกรรมทางเพศ สุขภาพทางเพศและเกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธ์ ชีวิตทางเพศของพนักงานร้านคาราโอเกะโดยทั่วไปอาจจะแบ่งได้เป็น 2  ลักษณะคือ

ลักษณะแรก เป็นอาชีพที่ให้บริการทางเพศ โดยเฉลี่ยแล้วพนักงานที่รับออฟจะมีลูกค้าทุกคืนๆล 1 คน โดยลูกค้าจะพาไปเช่าโรงแรมที่ราคาไม่สูงมากประมาณ 300-500 บาท ถ้าเป็นโรงแรมม่านรูดก็จะราคาประมาณ 200 บาท แถววงเวียนใหญ่ เขตบางมด และถนนสุขสวัสดิ์ หรืออาจเช่าห้องพักชั่วคราวที่อยู่ใกล้ (ลูกค้าจ่ายค่าเช่าห้อง) หรือถ้าลูกค้าบางรายมีเงินน้อยก็จะให้บริการในร้านเลย

ในส่วนนี้พนักงานร้านคาราโอเกะจะมีการป้องกันตนเองค่อนข้างสูง โดยจะมีข้อตกกับลูกค้าว่าจะต้องใช้ถุงยางอนามัยก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ ถ้าไม่ใช้จะไม่ให้บริการเด็ดขาด เป็นความตระหนักของพนักงานประกอบกับการกระตุ้นเตือนและส่งเสริมการใช้ถุงยางของโครงการโดยผ่านนายจ้างอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการป้องกันตนเองจากการถูกทำร้ายร่างกายหรือกระทำรุ่นแรงจากลูกค้า โดยหากลูกค้าจะพาไปที่อื่นที่ไม่ใช้โรงแรม เช่นที่ห้องพักของลูกค้าเอง พนักงานก็จะปฏิเสธหรือต่อรองให้ไปสถานที่ที่ปลอดภัยต่อตนเองมากกว่า หรือหากลูกค้าใช้ความรุ่นแรงก็จะเรียกพนักงานโรงแรมและหนีออกมาทันที่ อย่างไรก็ตามยังมีบางกรณีที่พนักงานไม่สามารถต่อรองการใช้ถุงยางกับลูกค้าได้ เพราะต้องการมีรายได้ หรือพนักงานบางคนถ้าเจอลูกค้างหน้าตาดี ถูกใจก็จะไม่ใช้ถุงยาง หรือที่เป็นลูกค้าประจำก็จะถือว่าคุ้นเคยไว้ใจและไม่ใช้ถุงยาง นอกจากนี้ยังมีพนักงานบางคนที่เคยถูกลูกค้าทำร้ายร่างกายหรือรุมโทรม ดังนั้นจะเห็นว่าพนักงานยังมีความเสี่ยงอยู่ทั้งในเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ และการถูกทำร้ายร่างกาย

ลักษณะที่สอง พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เกี่ยวกับงาน พนักงานร้านคาราโอเกะทั้งที่รับออฟและไม่รับออฟ จะอาศัยอยู่กับคนรัก คู่นอน หรือสามี ซึ่งพบว่าส่วนมากจะไม่มีการป้องกันเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะเน้นเฉพาะป้องกันการตั้งครรภ์ เนื่องจากพนักงานไม่กล้าต่อรองกับสามีหรือคู่รักเรื่องการใช้ถุงยางอนามัย ในขณะที่สามีหรือคู่รักของพนักงานก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ระยะเวลาของการอยู่ด้วยกันกับสามีหรือคู่รักของพนักงานจะมีระยะเวลาสั่น และมีคู่รักคนใหม่ได้ง่าย

พนักงานบางส่วนจะมีลักษณะที่ไม่มีคู่รักที่ไม่ชัดเจน แต่จะคบหาในระยะเวลาสั่นๆ แล้วเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามความพอใจต่อกัน 

การมีพฤติกรรมทางเพศในลักษณะนี้ ทำให้พนักงานมีความเสี่ยงต่อการรับและแพร่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การถูกเอาเปรียบทางเพศ เช่นสามียินยอมให้พนักงานรับออฟ หรือสามีไม่ยอมทำงาน เป็นต้น การถูกทำร้ายร่างกาย จิตใจ รวมทั้งเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์

เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์

จะพบว่ามีพนักงานประมาณร้อยละ 25 มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้เร็วและระยะโอกาสที่จะตั้งครรภ์มีช่วงกว้าง ส่งผลให้มีโอกาสทำแท้งได้สูง และมีการทำแท้งซ้ำ หรือบางคนกลายเป็นแม่วัยรุ่น รวมทั้งในกลุ่มอายุอื่นก็พบว่ามีการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และการทำแท้งที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ยังพบอีกว่าแม่บางคนต้องเลี้ยงดูลูกเองในขณะที่ต้องทำงานไปด้วย ทำให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม หากมีการหย่าร้างส่วนใหญ่ลูกก็จะอยู่กับสามี หรือให้ตา-ยายเลี้ยงดูที่ต่างจังหวัด

5.เป้าหมายและการให้คุณค่ากับชีวิต

                จากข้อมูลที่พบประมาณร้อยละ 64 จบการศึกษาระดับมัธยม และมีสัดส่วนที่ไม่น้อยจบการศึกษาจากในระบบโดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุยังน้อย ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าพนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้ด้อยโอกาสทางการศึกษา แต่เมื่อมาพิจารณาถึงการกำหนดเป้าหมายและการวางแผนชีวิตกลับพบว่ามีเพียงร้อยละ 4 ที่เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น  ไม่พบว่ามีการไปเรียนฝึกอาชีพเพิ่มเติม รวมทั้งจากการพูดคุยพนักงานไม่มีการวางแผนอนาคตที่ชัดเจน และกำหนดไม่ได้ว่าตนเองจะอยู่ในอาชีพนี้อีกปี หรือจะอยู่ในอาชีพอย่างมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้อย่างไร

          ในเรื่องของสุขภาพ พนักงานจะไม่ค่อยเจ็บป่วยที่รุนแรงงาน แต่ก็ไม่ค่อยมีการดูแล ป้องกันสุขภาพเท่าที่ควร ทั้งในเรื่องสุขภาพทางเพศและสุขภาพทั่วไป การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพื่อเฝ้าระวังจากกระทรวงสาธารณสุขเข้าไม่ถึง รวมทั้งพนักงานเองก็ไม่ไปรับการตรวจภายในหรือตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยกเว้นกรณีที่มีอาการมากก็จะไปโรงพยาบาล แต่หากไม่เจ็บป่วยหนักก็จะซื้อยากินเอง รวมทั้งยารักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย

                พนักงานไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จัดโดยภาครัฐ เนื่องจากไม่มีพนักงานคนใดมีบัตรประกันสังคม หรือบัตร 30 บาท ทำให้ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง หรือไม่รักษาเลย

                การทำงานกลางคืน การใช้ชีวิตกลางคืน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่แยกออกมาจากสังคมปกติทำให้พนักงานร้านคาราโอเกะมีโอกาสที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเสี่ยงต่อการถูกจับในข้อหาเสพยาบ่อยครั้ง