|
จากการทำงานของมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท(มยช.)
และองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นๆ ที่ทำงานในประเด็นแรงงานข้ามชาติในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
โดยเฉพาะในเขตบางบอน บางขุนเทียนและพื้นที่ใกล้เคียง พบว่า
มีสถานการณ์เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติและเด็กที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน
หรือในการสำรวจครั้งนี้ใช่คำว่า เด็กข้ามชาติ อาศัยร่วมกับครอบครัวอยู่เป็นจำนวนมาก
ทั้งที่เป็นเด็กในช่วงอายุก่อนวัยเรียน เด็กในวัยเรียน ไปจนถึงเด็กที่เข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว
ขณะที่ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถระบุจำนวนเด็กข้ามชาติที่แท้จริงในพื้นที่ได้
เพื่อให้สามารถทราบจำนวนเด็กข้ามชาติที่มีอยู่จริงในพื้นที่หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง
รวมถึงมีข้อมูลเบื้องต้นในด้านต่างๆ ของเด็กที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
โดยการสนับสนุนขององค์การหน่วยอาสาสมัครอังกฤษ (Voluntary
Service Overseas - VSO) และสหภาพยุโรป (EU) จึงได้ดำเนินงานโครงการสำรวจข้อมูลจำนวนเด็กข้ามชาติ
รวมถึงข้อมูลในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็ก ระหว่างเดือนพฤษภาคม
ถึง ธันวาคม 2553

เป็นการสำรวจเด็กทุกคนที่ไม่มีสัญชาติไทย
และมีอายุตั้งแต่ 0-15 ปี ทั้งชายและหญิงที่โครงการสำรวจสามารถเข้าถึง
ซึ่งสามารถแยกกลุ่มเด็กได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่หนึ่ง
คือเด็กที่เป็นบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ (พม่า
ลาว กัมพูชา) กลุ่มที่สอง คือเด็กที่เป็นบุตรหลานของแรงงานอพยพมาจากประเทศ
อินเดีย และเนปาล และกลุ่มที่สาม คือเด็กที่เป็นบุตรของผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรรวมถึงชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย
โดยสำรวจครอบคลุมทุกพื้นที่ในสองเขตของกรุงเทพมหานคร คือเขตบางบอน
และเขตบางขุนเทียน
ข้อค้นพบสำคัญจากการสำรวจ
1) จำนวนเด็กข้ามชาติที่โครงการสามารถสำรวจได้มีจำนวน
549 คน ส่วนใหญ่มีสัญชาติพม่า ถึงแม้โครงการจะพบว่ามีเด็กอยู่จำนวนไม่น้อยในพื้นที่
แต่โครงการคาดว่ามีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่โครงการสำรวจไม่สามารถเข้าถึง
เนื่องจากเด็กอยู่ค่อนข้างกระจายทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตบางบอน
ทำให้ส่วนใหญ่จะเป็นการเข้าถึงเด็กที่อยู่ในเขตบางขุนเทียนและในชุมชนที่มีแรงงานอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
2) เด็กข้ามชาติที่ได้รับการสำรวจ
ร้อยละ 19.8 ได้รับการศึกษาขณะที่ทำการสำรวจ ในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ
4.2 ที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนของรัฐ ขณะที่เด็กส่วนใหญ่ศึกษาอยู่ในศูนย์การเรียนขององค์กรพัฒนาเอกชน
3) ร้อยละ 74 ของเด็กข้ามชาติที่ได้รับการสำรวจ
ไม่ได้เรียนหนังสือในสถานศึกษาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาของรัฐ
เอกชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน
4) เด็กข้ามชาติส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะบุคคลถึงร้อยละ
53 มีเอกสารรับรองสถานะบุคคลร้อยละ 46.8 และในจำนวนนี้มีผู้ปกครองของเด็กถึงร้อยละ
14.8 ที่เข้าใจว่าใบรับรองการเกิดและสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กที่โรงพยาบาลออกให้เป็นเอกสารรับรองการเกิดหรือสูติบัตร
ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นบุคคลที่ไร้สถานะตามกฎหมาย
รวมถึงความยากลำบากของการเข้าถึงสิทธิและบริการในด้านต่างๆ
ของภาครัฐ
5) เด็กข้ามชาติที่เคยได้รับการฉีดวัคซีนทั้งที่ประเทศต้นทางหรือในประเทศไทย
ร้อยละ67.6ได้รับการฉีดวัคซีนแต่ไม่ครบ เนื่องจากความไม่รู้
ไม่เข้าใจของผู้ปกครอง ไม่สะดวกในการเดินทาง ไม่มีเงิน ไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข
และมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนเลย
6) ผู้ปกครองของเด็กยังไม่แน่ใจว่าจะส่งบุตรหลานของตนกลับประเทศต้นทางเมื่อไร
คิดเป็นร้อยละ 64.3 นั่นหมายความว่ายังไม่มีแผนการในอนาคตที่จะส่งเด็กกลับ
และเด็กคงยังต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยต่อไป โดยผู้ปกครองอยากให้เด็กได้เรียนหนังสือในประเทศไทยร้อยละ
58.3 แต่ในขณะเดียวกันเด็กข้ามชาติไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้
คิดเป็นร้อยละ 51 และผู้ปกครองร้อยละ 58.3 ไม่ทราบว่าบุตรหลานของตนมีสิทธิที่จะเข้าเรียนได้เช่นเดียวกับเด็กไทย
ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งต่อการเข้าถึงการศึกษาของเด็กข้ามชาติ
|